“เด็กเกิดน้อย วัยทำงานลด ผู้สูงอายุเพิ่ม” เปิดบทเรียนญี่ปุ่น–ทางออกไทย ก่อนโครงสร้างประชากรเปลี่ยนทั้งระบบ
เด็กเกิดน้อย วัยทำงานลด ผู้สูงอายุเพิ่ม โครงสร้างประชากรไทยกำลังเปลี่ยนครั้งใหญ่ บทเรียนจากญี่ปุ่นชี้โจทย์ที่ไทยต้องเร่งรับมือ ทั้งแรงงาน ผลิตภาพ เงินออม และระบบดูแลผู้สูงอายุ
ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรครั้งสำคัญ เมื่อจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงต่อเนื่อง ขณะที่ จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ส่งผลให้โครงสร้างประชากรไทยกำลังเปลี่ยนจากประเทศที่มีแรงงานเป็นฐานสำคัญ ไปสู่สังคมที่ต้องรับมือกับจำนวนคนวัยทำงานที่ลดลงและภาระดูแลผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น ข้อมูลกรมการปกครอง พบว่า ปี 2567 ไทยมีเด็กเกิดใหม่ 462,240 คน ขณะที่ มีผู้เสียชีวิต 571,646 คน
นับเป็นภาพสะท้อนสำคัญว่า จำนวนคนเกิดใหม่ต่ำกว่าจำนวนผู้เสียชีวิตแล้ว ขณะที่ ข้อมูลโครงสร้างประชากรที่สำนักงานสถิติแห่งชาติ รวบรวมและคำนวณ พบว่า ไทยมีประชากรรวม 65.59 ล้านคน แบ่งเป็นเด็กอายุ 0–14 ปี 9.81 ล้านคน หรือ 15.0% วัยทำงานอายุ 15–59 ปี 42.10 ล้านคน หรือ 64.2% และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 13.68 ล้านคน หรือ 20.8%
หากคิดเป็นประชากร 100 คน จะมีเด็กเพียง 15 คน วัยทำงาน 64 คน และผู้สูงอายุ 21 คน ขณะที่ ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิต ก็พบว่า ปี 2567 เป็นปีแรกในรอบ 75 ปีที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ต่ำกว่า 500,000 คน และยังมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ทำให้ปัญหาประชากรไม่ใช่เพียงเรื่อง “คนเกิดน้อย” แต่กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว
”ญี่ปุ่น“ กับภาพที่ไทยต้องเรียนรู้
หากมองไปยังญี่ปุ่น จะเห็นการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรที่เกิดขึ้นชัดเจนกว่า โดย ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2567 ญี่ปุ่นมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปคิดเป็น 29.3% ขณะที่ เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีมีเพียง 11.2% และประชากรรวมลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 14 ที่สำคัญ ประชากรญี่ปุ่นลดลงใน 45 จาก 47 จังหวัด สะท้อนว่าการเปลี่ยนแปลงด้านประชากรไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในระดับประเทศ แต่ส่งผลต่อแต่ละพื้นที่ ทั้งตลาดแรงงาน การให้บริการภาครัฐ เศรษฐกิจท้องถิ่น และความต้องการด้านสวัสดิการ
บทวิเคราะห์ของธนาคารกลางญี่ปุ่นในเดือนมีนาคม 2568 ยังประเมินว่า ความสามารถในการเพิ่มจำนวนแรงงานมีข้อจำกัด และปัญหาขาดแคลนแรงงานมีแนวโน้มดำเนินต่อไป ซึ่งทำให้ทักษะของแรงงาน ค่าจ้าง การย้ายงาน และการนำเทคโนโลยีมาใช้ มีความสำคัญมากขึ้นในการรักษาศักยภาพทางเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน สถาบันวิจัยประชากรและประกันสังคมแห่งชาติญี่ปุ่น หรือ IPSS คาดการณ์ภายใต้สมมติฐานระดับกลาง ว่า ภายในปี 2070 ประชากรญี่ปุ่นจะลดลงเหลือประมาณ 87 ล้านคน และประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปจะมีสัดส่วนสูงถึง 38.7% โดยจำนวนผู้สูงอายุคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจนถึงจุดสูงสุดราวปี 2043 ก่อนลดลง แต่สัดส่วนผู้สูงอายุยังสามารถเพิ่มขึ้นต่อได้ เพราะประชากรกลุ่มอายุน้อยลดลงเร็วกว่าผู้สูงอายุ
ตัวเลขเหล่านี้จึงสะท้อนว่า การวิเคราะห์ปัญหาประชากรไม่ควรดูเพียงจำนวนเด็กเกิดใหม่ในปีใดปีหนึ่ง แต่ต้องมองความสัมพันธ์ระหว่าง เด็ก–วัยทำงาน–ผู้สูงอายุ และผลที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจในอีกหลายสิบปีข้างหน้า
ไทยกำลังเจอโจทย์ “คนทำงานน้อยลง”
ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) วิเคราะห์ว่า การประเมินผลกระทบของโครงสร้างประชากรต่อเศรษฐกิจ ไม่ควรมองเพียงขนาดของ GDP แต่ควรให้ความสำคัญกับ GDP per capita หรือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัว เพราะสะท้อนระดับการพัฒนาและผลิตภาพของประชากรได้มากกว่า โดยอธิบายว่า ผลของสังคมสูงวัยสามารถมองได้เป็น 2 ช่วง ในระยะแรก เมื่อจำนวนเด็กเกิดลดลง ภาระของครอบครัวในการดูแลเด็กจะลดลงโดยเฉลี่ย ซึ่งอาจสร้างผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ
แต่เมื่อประชากรมีอายุมากขึ้น ผลต่อแรงงานจะเริ่มเปลี่ยนไป เพราะแม้แรงงานสูงวัยจะมีประสบการณ์มากขึ้น แต่กำลังทางกายภาพจะลดลงตามอายุ ช่วงแรกประสบการณ์อาจเข้ามาชดเชยข้อจำกัดทางร่างกายได้ แต่เมื่ออายุเฉลี่ยของแรงงานสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะเกิน 40 ปี ผลจากกำลังวังชาที่ลดลงจะเริ่มมากกว่าประโยชน์จากประสบการณ์ และทำให้ผลิตภาพโดยรวมได้รับผลกระทบ
จากการประมาณการที่ผ่านมา โครงสร้างประชากรที่แก่ตัวลงอาจทำให้ไทยสูญเสียความสามารถในการผลิตเทียบเท่าประมาณ 1.5% ต่อปีในด้านผลิตภาพ ดังนั้น หากไทยต้องการรักษาศักยภาพทางเศรษฐกิจ จำเป็นต้องเพิ่มความสามารถในการผลิตให้ได้อย่างน้อยประมาณ 1.5% ต่อปี เพื่อชดเชยผลกระทบจากสังคมสูงวัย
แรงงานต่างชาติและเทคโนโลยีช่วยได้ แต่ทดแทนทั้งหมดไม่ได้
เมื่อจำนวนวัยทำงานลดลง ไทยจึงต้องพึ่งทั้งแรงงานจากต่างประเทศและเทคโนโลยีมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันไทยมีแรงงานต่างด้าวที่จดทะเบียนประมาณ 3 ล้านคน ขณะที่ ภาคธุรกิจกำลังนำหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และ AI เข้ามาใช้มากขึ้น ในอนาคตอาจเห็นการใช้หุ่นยนต์ในร้านค้า การใช้ AI ในงาน Call Center รวมถึงระบบ Automation ในภาคการผลิต เพื่อช่วยลดความต้องการแรงงานในบางตำแหน่ง
อย่างไรก็ตาม ทั้งการนำเข้าแรงงานและเทคโนโลยียังไม่สามารถทดแทนแรงงานได้ทั้งหมด หากไทยต้องการรักษารูปแบบการทำงานและโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเดิม ก็ยังมีโอกาสเกิดภาวะขาดแคลนแรงงาน แต่หากประเทศปรับรูปแบบเศรษฐกิจและใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ความต้องการแรงงานก็สามารถลดลงตามไปด้วย ดังนั้น โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าจะหาแรงงานเพิ่มจากที่ไหน แต่ต้องถามต่อว่าจะทำอย่างไรให้แรงงานที่มีอยู่สร้างผลผลิตได้มากขึ้น
ผู้สูงอายุไทยไม่ได้มีแค่โจทย์สุขภาพ แต่มีโจทย์เรื่องเงินออม
อีกด้านหนึ่งของสังคมสูงวัย คือ ความมั่นคงทางการเงินของประชาชนหลังเกษียณ ซึ่ง ดร.นณริฏ มองว่าเป็นจุดที่ไทยมีความท้าทายแตกต่างจากประเทศพัฒนาแล้วบางประเทศที่เข้าสู่สังคมสูงวัยก่อนหน้า อย่างประเทศญี่ปุ่น มีประชาชนจำนวนหนึ่งที่มีฐานะและเงินออมเพียงพอ เมื่อเข้าสู่วัยเกษียณจึงสามารถนำเงินออมออกมาใช้และกลายเป็นกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจได้ แต่ไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ขณะที่ ผู้สูงอายุจำนวนมากยังมีเงินออมไม่เพียงพอ
ผลสำรวจเกี่ยวกับความพร้อมด้านเงินออมเพื่อวัยเกษียณพบว่า ผู้สูงอายุหรือประชาชนประมาณ 60–80% อาจมีเงินออมไม่เพียงพอ ขึ้นอยู่กับนิยามและเกณฑ์ที่ใช้วัด หมายความว่า จากประชากร 100 คน อาจมีเพียงประมาณ 20–40 คนที่มีความพร้อมด้านเงินออม และหากกำหนดเกณฑ์ว่าต้องมีเงินออมในระดับสูงขึ้น สัดส่วนผู้ที่พร้อมก็จะลดลงอีก
เมื่อเงินออมไม่เพียงพอ ผู้สูงอายุบางส่วนจึงอาจต้องทำงานต่อหลังอายุ 60–65 ปี ขณะที่ อีกส่วนหนึ่งต้องพึ่งพารายได้จากลูกหลาน โดยผลสำรวจของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ ดร.นณริฏ กล่าวถึง พบว่า ประมาณ 35–37% ของผู้สูงอายุระบุว่ายังต้องพึ่งพาเงินจากลูกหลาน นอกจากนี้ ยังมีเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นรายได้จากภาครัฐ และระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ช่วยรองรับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ
อายุยืนขึ้น แต่ต้องเตรียมระบบ Long-term Care ให้ทัน
ปัญหาสังคมสูงวัยไม่ได้จบลงที่การมีเงินเพียงพอหรือมีสิทธิรักษาพยาบาล เพราะเมื่อการแพทย์พัฒนาขึ้นและคนมีอายุยืนขึ้น ความต้องการดูแลในระยะยาวก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ดร.นณริฏ ระบุว่า ผู้ที่มีอายุ 60 ปีอาจมีชีวิตต่อไปได้อีกกว่า 20 ปี ขณะที่ผู้หญิงอาจมีชีวิตต่อไปได้ประมาณ 26 ปี ทำให้ไทยต้องเตรียมระบบ Long-term Care หรือ การดูแลระยะยาวให้เพียงพอ ความต้องการดังกล่าวครอบคลุมทั้งการจ้างผู้ช่วยเหลือดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง หรือ Caregiver การดูแลผู้สูงอายุที่มีปัญหาด้านความจำหรือสมอง การปรับปรุงบ้านให้เหมาะกับการใช้ชีวิตของผู้สูงวัย ตลอดจนการดูแลผู้สูงอายุที่ไม่มีลูกหลาน รวมถึงการจัดการในช่วงท้ายของชีวิต
ญี่ปุ่นกำลังเผชิญโจทย์นี้อย่างจริงจัง โดยกระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่น ประเมินว่า ในปี 2040 จะต้องการบุคลากรดูแลประมาณ 2.72 ล้านคน เพิ่มจากประมาณ 2.15 ล้านคนในปี 2022
คำถามสำคัญสำหรับไทยจึงอยู่ที่ว่า ไทยมีการวางแผนกำลังคนด้านการดูแลผู้สูงอายุ และระบบบริการที่เพียงพอรองรับความต้องการในอนาคตแล้วหรือยัง
ภาระรัฐเพิ่มขึ้น ขณะที่ รายได้ภาษีมีข้อจำกัด
เมื่อจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ภาระทางการคลังก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องเตรียมรับมือ ดร.นณริฏ ประเมินว่า หากมองเฉพาะภารกิจพื้นฐาน 3 ด้าน ได้แก่ 1. สิทธิและสวัสดิการข้าราชการหลังเกษียณ 2.เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และ 3. ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในช่วงปี 2050–2060 ไทยอาจต้องใช้งบประมาณรวมประมาณ 9–10% ของ GDP
ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลจัดเก็บรายได้จากภาษีประมาณ 13–14% ของ GDP เท่านั้น ทำให้ภารกิจพื้นฐานเพียง 3 ด้านก็อาจใช้ทรัพยากรในสัดส่วนสูง และตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมค่าใช้จ่ายด้านการดูแลผู้สูงอายุในมิติอื่น
ขณะเดียวกัน เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่นำมาใช้เป็นฐานในการคำนวณยังอยู่ในระดับต่ำกว่าเส้นความยากจน ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 3,000 กว่าบาทต่อเดือน ขณะที่เบี้ยยังชีพในปัจจุบันอยู่ประมาณ 600–1,000 บาทต่อเดือน หากในอนาคตต้องเพิ่มเบี้ยยังชีพให้เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ภาระงบประมาณของรัฐก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
รัฐทำทั้งหมดไม่ได้ ต้องสร้างระบบร่วมกัน
จากโจทย์ทั้งหมด การดูแลผู้สูงอายุในอนาคตไม่สามารถให้ภาครัฐเป็นผู้รับภาระทั้งหมดได้ แต่ควรเปิดให้ระบบตลาดเข้ามาช่วย โดยเฉพาะธุรกิจประกันและระบบการออมเพื่อวัยเกษียณ ประชาชนควรเริ่มสะสมเงินตั้งแต่ช่วงที่ยังทำงาน เพื่อเตรียมเงินก้อนสำหรับช่วงอายุ 70–80 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่อาจต้องใช้เงินมากขึ้นในการจ้าง Caregiver พยาบาล หรือบริการดูแลระยะยาว รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในช่วงท้ายของชีวิต โดยสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันสำหรับผู้สูงอายุให้ตอบโจทย์ลักษณะดังกล่าวได้
ส่วนภาครัฐ ควรทำหน้าที่ในสิ่งที่มีบทบาทและสามารถทำได้ดีที่สุด โดยเฉพาะ 3 เรื่องหลัก คือ การดูแลสิทธิและสวัสดิการข้าราชการหลังเกษียณ การเติมเต็มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และการดูแลระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติให้มีประสิทธิภาพ
ขณะที่ ครอบครัว ชุมชน ภาคประชาสังคม และระบบจิตอาสา ต้องเข้ามาช่วยเติมเต็มช่องว่างที่เหลือ โดยเฉพาะการสร้างความเข้มแข็งให้สถาบันครอบครัว ให้คนในครอบครัวและเครือญาติสามารถช่วยกันดูแลผู้สูงอายุได้ ไม่ปล่อยให้ทุกอย่างกลายเป็นภาระของรัฐเพียงฝ่ายเดียว
“เด็กเกิดน้อย” จึงต้องแก้ทั้งวันนี้และเตรียมรับวันข้างหน้า
ดังนั้น สำหรับปัญหาเด็กเกิดน้อย เป็นเรื่องยากที่จะให้ภาครัฐเข้ามาดูแลทั้งหมด แม้มาตรการสนับสนุนการมีบุตรยังมีความสำคัญ แต่การเพิ่มจำนวนเด็กที่เกิดในวันนี้ไม่สามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในระยะสั้นได้
สิ่งที่ไทยต้องทำ จึงมีสองด้านควบคู่กัน ด้านแรก คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้คนที่ต้องการมีบุตรสามารถมีบุตรได้ง่ายขึ้น ทั้งเรื่องค่าใช้จ่าย การทำงาน การดูแลเด็ก และระบบสนับสนุนครอบครัว
อีกด้าน คือการยอมรับความจริงว่าต่อให้มาตรการเหล่านี้ประสบความสำเร็จ จำนวนเด็กที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานก็ยังต้องใช้เวลาอีกหลายสิบปี ดังนั้น ไทยต้องเร่งปรับตัวตั้งแต่วันนี้ ทั้งการเพิ่มทักษะแรงงาน การใช้เทคโนโลยี การเปิดโอกาสให้ผู้สูงวัยทำงานต่ออย่างเหมาะสม การบริหารแรงงานต่างชาติ และการสร้างระบบออมเพื่อวัยเกษียณ
ท้ายที่สุด บทเรียนจากญี่ปุ่นไม่ได้หมายความว่าไทยกำลังเดินซ้ำรอยทั้งหมด แต่กำลังชี้ให้เห็นว่า เมื่อโครงสร้างประชากรเปลี่ยน เศรษฐกิจและระบบสังคมก็ต้องเปลี่ยนตาม โจทย์ของไทยจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่คำถามว่าทำอย่างไรให้คนไทยมีลูกมากขึ้น เพราะแม้จำนวนเด็กจะยังไม่เพิ่มขึ้นในระยะใกล้ ประเทศก็ยังต้องเดินหน้าต่อให้ได้
คำถามที่สำคัญกว่าคือ ไทยจะทำอย่างไรให้คนวัยทำงานที่มีจำนวนน้อยลง สร้างผลิตภาพได้มากขึ้น ขณะที่ผู้สูงอายุสามารถมีรายได้ มีหลักประกัน และเข้าถึงการดูแลที่มีคุณภาพ โดยไม่ผลักภาระทั้งหมดไปยังคนรุ่นถัดไป เพราะการรับมือสังคมสูงวัยไม่ใช่การเตรียมตัวสำหรับอนาคตอีกหลายสิบปีข้างหน้าเท่านั้น แต่คือ การออกแบบระบบเศรษฐกิจและสังคมใหม่ตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้ประเทศยังเดินต่อได้ แม้โครงสร้างประชากรจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB